เชิญทุกท่านที่สนใจสมัครเข้าอบรมในวันอาทิตย์ครับ ... คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดและลงทะเบียน

Arrow up
Arrow down

Avatar หรืออวตาร ในยุคไซเบอร์ก็คือการใช้นามแฝงนั่นเอง หลายสิบปีที่ผมเปิดฟอรัมถามตอบปัญหา Excel ช่วงแรกไม่ได้ควบคุมเรื่องนี้ เจอปัญหาจากสมาชิกที่ใช้นามแฝงเข้ามาสร้างความปั่นป่วน ภายหลังจึงกำหนดให้แจ้งชื่อนามสกุลจริงมาด้วย ทำให้เกิดความเรียบร้อยขึ้นมาก ยังห่วงว่ากลุ่มคนรัก Excel ต้องหาทางดูแลกันให้ดีเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ใช้นามแฝงกันทั้งนั้น

ผมเคยเจออวตารในสังคม Excel มาหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ใช้ชื่อนามแฝงเพราะถือว่าชื่อนามสกุลจริงเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งเป็นเจตนาที่ดี อย่างไรก็ตามผมรู้สึกอยากจะช่วยให้คำตอบแก้ปัญหา Excel ให้กับผู้ที่ใช้ชื่อนามสกุลจริงมากกว่า

เมื่อก่อนโน้นผมเคยช่วยตอบปัญหาในเว็บอื่นด้วย แต่ภายหลังจะตอบเฉพาะในเว็บหรือ facebook ของตัวเองเท่านั้น เพราะเคยเจอบทเรียนจากเจ้าของเว็บที่ขาดความรับผิดชอบ ปล่อยให้ใช้นามแฝงกันได้ตามใจ บางคนอวตารหลายชื่อ พอผมช่วยตอบไปก็ถูกพวกอวตารเข้ามาวิจารณ์หาเรื่อง คนเดียวกันแต่ใช้หลายชื่อเพื่อรวมหัวกันรุม พอแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าของเว็บว่าทำไมปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาเขียนโจมตีผมซึ่งใช้ชื่อจริง ทุกคนก็รู้จักผมดีว่าเป็นใคร เจ้าของเว็บก็ตอบมาว่าไม่ใช่เรื่องของเขา คุณต้องจัดการกันเอง

อวตารบางชื่อมีเจตนาเข้ามาวิจารณ์ผมแรงๆหรือชวนทะเลาะกับผมก็เคยมีมาแล้ว แค่ได้โต้เถียงกับผมเท่านั้นแหละ ระบบของอากู๋ก็จะพาชื่ออวตารของเขาเด่นดังตามขึ้นมาทันที อีกทั้งระบบของ facebook จะส่งข่าวให้ผู้ติดตามได้รับทราบอย่างทันท่วงที

ผมเพิ่งเจอข่าวนี้จาก https://www.dailynews.co.th/article/706029 พวกเรามีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับ 


ทันทีที่รัฐบาลออสเตรียได้นำเสนอการร่างกฏหมายใหม่ โดยจะต้องระบุตัวตนด้วยชื่อจริงและที่อยู่ของผู้ใช้บนเว็บไซต์ ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นบนสื่อออนไลน์ เพื่อป้องกันและตรวจสอบผู้ที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้คนอื่น หรือกำลังละเมิดกฏหมายอยู่นั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย เห็นด้วยทันทีกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากทุกวันนี้มีกลุ่มผู้ใช้สื่อออนไลน์ในรูปแบบอวตาร ซึ่งไม่สามารถติดตามพิสูจน์ตัวตนได้ว่าเป็นใคร โดยจะมีพฤติกรรมใช้สื่อออนไลน์โจมตีผู้บริหารของประเทศ รวมทั้งบุคคลสำคัญต่าง ๆ ด้วยการสร้างข่าวเท็จ รวมทั้งการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และสร้างความยุยงแตกแยกในบ้านเมือง ซึ่งปัจจุบันโลกโซเชียลไปเร็วมาก หากมีเรื่องหรือเหตุการณ์สำคัญจะสร้างความบิดเบือน และส่งต่อกันอย่างสนุก โดยผู้ได้รับข่าวสารไม่มีการตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จอย่างไร ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ตกเป็นข่าวอย่างมาก

ปัจจุบันนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ โดยกระทรวงกลาโหม ได้มีการตั้งเว็บไซต์สำหรับแจ้งเบาะแสผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย และหน่วยงานที่รับผิดชอบมีการตรวจสอบและติดตามจับกุมต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีผู้ใช้จำนวนมาก บางส่วนเปิดโดเมนอยู่ต่างประเทศ ยากต่อการตรวจสอบติดตาม และจับกุม เชื่อว่าหากไทยมีการเสนอร่างกฏหมายใหม่เช่นเดียวกับออสเตรีย การที่คนจะเขียนวิจารณ์ใครในด้านเสียหาย หรือแชร์ข่าวเท็จต่าง ๆ รวมถึงเพจที่นำเสนอเรื่องราวที่ไม่เหมาะสมจะต้องคิดหนัก เนื่องจากมีการระบุตัวตนชัดเจน และการที่จะทำอะไรต้องระวังมากขึ้น....ไม่ใช่ว่าปัจจุบันจะไม่ไล่ล่าพวกอวตารที่แอบไปสร้างฐานอยู่ต่างประเทศ หน่วยงานความมั่นคงเฝ้าติดตามอยู่

ภัยคุกคามจาก Cyber และการบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นภัยคุกคาม และปัญหาร้ายแรงของชาติบ้านเมือง ทั้งในมุมความมั่นคง และสร้างปัญหาทางสังคมอย่างมากมาย ทั้งนี้ พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ตราขึ้นและประกาศใช้ ก็เนื่องจาก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้ มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปราม การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบการกระทําความผิดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและโดยที่มีการจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมซึ่งมีภารกิจในการกําหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้ง การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ และรวมทั้งบทกําหนดโทษของความผิด

ดังนั้น ผู้เสพสื่อสังคมออนไลน์ จะต้องระมัดระวัง และใช้วิจารณญาณ ให้รอบก่อนที่จะส่งต่อหรือแสดงความเห็นที่อาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคล หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น หรือแม้แต่การหมิ่นประมาทก้าวร้าวกับบุคคล หรือหน่วยงานภาครัฐและเอกชนบนข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง อาจกลายเป็นการกระทำผิดกฏหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงกาล ต้องระวางโทษทั้งจำและปรับที่รุนแรงกว่าที่คิด....ฝ่ายความมั่นคงหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนทุกคนจะได้ตระหนัก และระมัดระวังมากขึ้น เพื่อให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม มิใช่สร้างความขัดแย้ง แต่สร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/706029

Author: สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติEmail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

E-Learning

Go to top